[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by KMOBECMAXSITE 1.2.1
 
  

  

นวัตกรรมและเทคโนโลยี
เรื่อง : สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ประเภท : บทความ

การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์                                       
แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น
เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
Development of Science Learning Activities using the 7E Inquiry Cycle on Life and Environment for Pratomsuksa 6

โดย : สงกรานต์  ขุนนนท์1,ประสาท  เนืองเฉลิม2
          Songkran Khunnon1, Prasat Nuengchalerm2


บทคัดย่อ
                 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ดีและเหมาะสมช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญเหมาะที่จะใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เพราะเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียน เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง ทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะ ส่งผลให้ผู้เรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ดังนั้นการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย เพื่อ1)พัฒนาการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ด้วยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2)เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3)เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น 5)เพื่อศึกษาผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านนาแพงคุรุรัฐสามัคคี สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 12 คน 1 ห้อง ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (cluster  random  sampling)เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 1)แผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 7 แผน


1มหาบัณฑิตสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม                                                 
2อาจารย์ประจำภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
1Graduate of Curriculum and Instruction, Faculty of Education, Mahasarakham University                                                  2Lecturer of Curriculum and Instruction, Faculty of Education, Mahasarakham University  

   
2)แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเป็นแบบชนิด 4 ตัวเลือกจำนวน 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ(B )ระหว่าง 0.21 ถึง 0.88 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 3) แบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ(rxy) ระหว่าง0.50 ถึง 0.89 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน Wilcoxon Matched Pairs Signed-Ranks Test

 ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏ ดังนี้
       1.ผลการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น มีประสิทธิภาพ  84.44 /81.93
       2.  ดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้  7  ขั้น สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร์  เรื่อง  สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม มีค่าเท่ากับ  0.6871
       3.  นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  7  ขั้น  เรื่อง  สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
        4.  นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ 7  ขั้น  เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับมากที่สุด
    5. ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ทั้ง 7 แผน พบว่านักเรียนรู้จักการวางแผนในการทำงาน มีกระบวนการกลุ่ม  รู้จักใช้กระบวนการคิดแก้ปัญหาในการเรียนรู้ กระตือรือร้น มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม มีความอยากรู้อยากเห็นและแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง และสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ 
        โดยสรุป การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้   7 ขั้น เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถพัฒนานักเรียนให้รู้จักการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ทำงานเป็นระบบ รู้จักวางแผนการทำงาน รู้จักวิธีการแก้ปัญหาและมีความมั่นใจในการเรียนและส่งเสริมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพบรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ และปรับใช้ในการดำรงชีวิตให้มีความสุข

คำสำคัญ : การสอนวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น

Abstract
              Good and appropriate management of learning activities facilitates learners to learn science efficiently. Learner-centered teaching model is considered suitable for teaching science as to its goal to promote learning by doing for learners. Thus, the learners could develop their learning skills and that enhances their learning achievement. This study therefore aimed: (1) to develop science learning activities using the 7E Inquiry Cycle with the efficiency of 75/75, (2) to examine the effectiveness index (E.I.) of the learning activities management,  (3) to compare the average scores of pre-test and post-test by learning activities management using the 7E Inquiry Cycle,  (4) to study the students’ satisfaction towards the learning activities management using the 7E Inquiry Cycle, and (5) to study the results of implementing the lesson plans using the 7E Inquiry Cycle. Samples were twelve Pratomsuksa 6 students, one classroom enrolling in the second semester of academic year 2553 B.E. from Ban Napaeng Kururat Samakkee School, under the supervision of Khon Kaen Primary Educational service Area 5. Samples obtained from cluster random sampling. Instruments used in this study were: (1) seven Science lesson plans using the 7E Inquiry Cycle on Life and Environment, (2) the achievement test, multiple choice test designed with four alternatives, test comprised of thirty items with the item discrimination powers (B) ranged from 0.21 to 0.88 and the test reliability was 0.89, (3) the questionnaire on students’ satisfaction towards the science learning activities management using the 7E Inquiry Cycle, designed as 1-5 rating scale, comprised of twenty questions, with Discrimination powers (rxy) ranged from 0.50 to 0.89 and questionnaire reliability was 0.96. Statistics used in this study were: percentage, arithmetic mean and standard deviation.        
                                                                                          
The results of this study were as follows:
  1. The result of development the learning activities management using the 7E Inquiry Cycle had efficiency of 84.44/81.93.
  2. The effectiveness index of the learning activities management using the 7E Inquiry Cycle was 0.6871.
  3. The students who learned  the learning activities management using the 7E Inquiry Cycle on Life and Environment, showed the average  post-test  scores  higher  than  pre-test  from  before  learning  at  the  0.05  level  of  significance.         4. Students had shown their satisfaction towards the learning activities management using the 7E Inquiry Cycle in the most level ( = 4.61, S =0.59 ).
  5. The result of implementing all seven lesson plans of the science learning activities management using the 7E Inquiry Cycle found that students learned about the planning in working, group process working, problem solving, eagerness, participation in doing activities, curiosity and self-directed learning, and that students can employ those knowledge in their daily life.
  In conclusion, the development of science learning activities management using the 7E Inquiry Cycle on Life and Environment for Pratomsuksa 6 was efficient and effective. It can help students to develop their self-study, systemic working, planning, problem solving skills and self confidence in learning and it also promotes the efficient learning to achieve the learning objectives and to adjust in their living happily.
Keyword : teaching science using the 7E Inquiry Cycle

ภูมิหลัง
         การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจหลักการ ทฤษฎีขั้นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ลักษณะขอบเขตและวงจำกัดของวิทยาศาสตร์ เกิดเจตคติทางวิทยาศาสตร์ เกิดทักษะที่สำคัญในการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และเกิดความเข้าใจอิทธิพลของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อมวลมนุษย์และสภาพแวดล้อม สุมาลี  สีมืด(2543:12) แต่การจัดการศึกษาของครูในปัจจุบัน เป็นการสอนแบบบรรยาย มุ่นเน้นที่เนื้อหา ไม่ส่งเสริมการฝึกปฏิบัติ กิจกรรมการเรียนการสอน               ไม่น่าสนใจ ทำให้นักเรียนไม่อยากเรียน ไม่เข้าใจหลักการทฤษฎีขั้นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ไม่มีความรู้ ขาดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ขาดทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร
       การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นหน้าที่สำคัญของครู โดยครูเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้การปฏิรูปการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ให้ประสบความสำเร็จ รุ่ง แก้วแดง (2540 : 140-141)โดยครูจะต้องหาแนวทางในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาให้กับนักเรียน ซึ่งแนวทางหนึ่งอาจเป็นการปรับเปลี่ยนเทคนิควิธีการสอนที่เหมาะสมกับนักเรียนหรือสร้างสื่อนวัตกรรมใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้พัฒนาสูงขึ้น ซึ่งเทคนิควิธีการสอนเป็นแนวทางหนึ่งที่ครูควรจะเลือกใช้ ซึ่งมีหลายรูปแบบ หลายวิธีการแต่ละวิธีจะเหมาะกับ           แต่ละสาระการเรียนรู้ โดยรูปแบบหนึ่งที่เหมาะกับการสอนกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เพื่อมุ่งเน้นให้นักเรียนเกิดทักษะด้านต่าง ๆทั้งการคิด การวางแผนการทำงาน การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การลงมือปฏิบัติจริง การทำงานเป็นทีม  คือการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท., 2546 ; สาโรช, 2546; จันทร์ดา,สุวิมล, และ สุรชัย, 2549) เพราะเป็นรูปแบบการสอนที่ทำให้นักเรียนมีความเข้าใจในแนวคิดทางวิทยาศาสตร์  มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ คุ้นเคยกับกระบวนการหาความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ เข้าใจว่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร และประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สู่ประเด็นทางสังคมและประเด็นเกี่ยวกับบุคคลได้  จากเหตุผลข้างต้นการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ผู้ศึกจึงนำการจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้7 ขั้น มาจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งมีรูปแบบการสอน คือ 1)ตรวจสอบความรู้เดิม 2)ขั้นเร้าความสนใน  3)ขั้นสำรวจและค้นหา 4)ขั้นอธิบาย 5)ขั้นขยายความรู้  6)ขั้นประเมินผล               7)ขั้นนำความรู้ไปใช้  ซึ่งผู้ศึกษาค้นคว้า ได้นำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  หน่วยการเรียนรู้ที่ 3  เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้ผู้เรียนตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนเอง รู้จักการแสวงหาความรู้  เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ  เกิดองค์ความรู้ที่ถาวรต่อตัวผู้เรียน และใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นำความรู้ที่ได้รับไปแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้  และเหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่กำหนดให้ และส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้น มีความสามารถในตัวเองเพิ่มขึ้น นักเรียนเป็นคนเก่ง คนดี ของสังคม   มีความพึงพอใจในกิจกรรมการเรียนการสอน และมีความสุขในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และการดำรงชีวิตในสังคม                                                         

ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า
      1. เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น                
     2. เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะ  
       หาความรู้ 7 ขั้น                
     3. เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนแผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น             
     4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์
        แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น
     5.ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น
 
สมมติฐานการศึกษาค้นคว้า
                นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

วิธีการศึกษาค้นคว้า
       1. ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 ของศูนย์เครือข่ายเวียงเก่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ขอนแก่น เขต 5 จำนวน 105 คน จาก 6 โรงเรียน
       2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 ของโรงเรียนบ้านนาแพงคุรุรัฐสามัคคี จำนวน  12  คน จาก 1 ห้องเรียน

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า
      1.แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  จำนวน 7 แผน
      2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 30 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ(B )ระหว่าง 0.21 ถึง 0.88 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.89
      3. แบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น แบบมาตราส่วนประมาณค่า  5  ระดับ (rating scale) จำนวน 20 ข้อมีค่าอำนาจจำแนกรายข้อ(rxy) ระหว่าง 0.50 ถึง 0.89 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.96


การเก็บรวบรวมข้อมูล
           ทดสอบก่อนเรียนด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 30 ข้อ สอนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น จำนวน 7 แผน รวม 14 ชั่วโมง ทดสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดิมและ วัดความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น แบบมาตราส่วนประมาณค่า               5  ระดับ (rating scale) จำนวน 20 ข้อ

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
        สถิติพื้นฐาน ได้แก่  ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบสมมติฐาน  Wilcoxon Matched Pairs Signed-Ranks Test

ผลการศึกษาค้นคว้า
        1.ผลการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่อง  สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพ 84.44 /81.93
        2.  ดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้  7  ขั้น สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร์  เรื่อง  สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม มีค่าเท่ากับ  0.6871
        3.  นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  7  ขั้น  เรื่อง  สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
        4.  นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ               สืบเสาะหาความรู้ 7  ขั้น    เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมอยู่ในระดับมากที่สุด
        5.  ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ทั้ง 7 แผน พบว่านักเรียนรู้จักการวางแผนในการทำงาน มีกระบวนการกลุ่ม  รู้จักใช้กระบวนการคิดแก้ปัญหาในการเรียนรู้ กระตือรือร้น มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม มีความอยากรู้อยากเห็น และแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง  สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ 
                   โดยสรุป การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถพัฒนานักเรียนให้รู้จักการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ทำงานเป็นระบบ  มีการวางแผนการทำงาน รู้จักวิธีการแก้ปัญหาและมีความมั่นใจในการเรียนและส่งเสริม การเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพบรรลุตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ และสามารถปรับใช้ในการดำรงชีวิตให้มีความสุข

อภิปรายผล
            1. การพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น              เรื่อง  สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษา ปที่ 6 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้นพบว่ามีประสิทธิภาพ  84.44 /81.93 หมายความว่า นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยจากการปฏิบัติกิจกรรมระหว่างการเรียนรู้ ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน  คิดเป็นร้อยละ 84.44  และคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน            ของนักเรียน คิดเป็นร้อยละ 81.93 แสดงว่าการพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น  เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าจัดขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 75/75 ทั้งนี้เนื่องจาก การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นนั้น นักเรียนสามารถแสวงหาความรู้โดยใช้กระบวนการ                          ทางวิทยาศาสตร์สืบเสาะหาความรู้อย่างเป็นระบบ นักเรียนมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ได้รับความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิกในกลุ่ม นักเรียนที่เก่งได้อธิบายให้เพื่อนที่เรียนอ่อนกว่า ส่วนนักเรียนที่เรียนปานกลางหรือเรียนอ่อน ก็มีโอกาสในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ของตนเองให้รู้และทำกิจกรรมกับเพื่อนๆได้ จึงส่งผลให้นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนที่ดีขึ้น และ เหตุผลหนึ่งคือผู้ศึกษาค้นคว้าจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนและมีวิธีการที่เหมาะสม และมีการเตรียมการสร้างเครื่องมือที่ใช้อย่างดี               จึงส่งผลให้การพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น  เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษา ปที่ 6 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ  84.44 /81.93  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด   ซึ่งสอดคล้องกับ สิทธิพล ใจเย็น (2550:92)  พบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของพืช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ  82.99/82.40  สอดคล้องกับ วัลลา  แพงวงษ์ (2549:92) พบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ โดยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง อาหารและสารอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4   มีประสิทธิภาพ  83.33/81.19 สอดคล้องกับ                  วิไลวรรณ  แก้วอำไพ  (2551:85) พบว่าแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น  เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6                       มีประสิทธิภาพ 80.84 / 82.10 ทัศน์มน  หนูนิมิต (2550:92) พบว่าแผนการจัดกิจกรรม           การเรียนรู้กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์เรื่อง อาหารและสารอาหารของนักเรียน ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลักประกอบแผนผังความคิด และแผนการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 83.89/80.00  และ 75.03/74.17 ตามลำดับ                                 
           จากเหตุผลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น  อย่างมีขั้นตอน นักเรียนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรม และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ย่อมทำให้นักเรียนมีความสนใจอยากรู้อยากเห็น มีความสนใจ ใฝ่รู้ กระตือรือร้นจึงส่งผลให้การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้              7 ขั้น ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์กำหนด
 2.  ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้  7  ขั้น  เรื่อง  สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  ชั้นประถมศึกษาปที่  6  ที่ศึกษาจัดการเรียนรู้มีค่าเท่ากับ  0.6871  หมายความว่า  นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  แบบสืบเสาะหาความรู้  7  ขั้น  เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนเท่ากับ  0.6871  หรือ คิดเป็น  ร้อยละ  68.71  การที่ผลการจัดการศึกษาเป็นเช่นนี้เนื่องจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  7  ขั้น  เป็นรูปแบบการสอนที่มีขั้นตอนชัดเจนดำเนินการเป็นลำดับขั้นตอน  ตั้งแต่การตรวจสอบความรู้เดิม  โดยครูเป็นผู้กระตุ้นด้วยคำถามเพื่อตรวจสอบความรู้นักเรียนเป็นข้อมูลในการกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนขั้นต่อไปได้ตรงตามความต้องการและความรู้เดิมของผู้เรียน  (ประสาท  เนืองเฉลิม.    2550  :  26)  และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้  7  ขั้น  ยังเป็นการเรียนการสอนที่ครูต้องคอยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็น  มีคำถาม  เกิดความคิดอยากรู้และลงมือปฏิบัติเพื่อแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง  โดยที่ครูเป็นพียงผู้ช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียน  (ทิศนา  แขมมณี.    2550  :  141)  ซึ่งสอดคล้องกับ           ผลการศึกษาค้นคว้าอิสระ  เบญจพร  ธรรม  เสนา  (2552  :  81) พบว่า  แผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  แบบสืบเสาะหาความรู้  เรื่องตัวเรา  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2                         ที่พัฒนาขึ้นมีคะแนนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากก่อนเรียนเท่ากับ  0.52  สอดคล้องกับ  สิทธิพล  ใจเย็น  (2550  :  93)  พบว่า  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้  7ขั้น  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่องการดำรงพันธุ์ของพืช  ชั้นประถมศึกษา  ปีที่  5               มีค่าเท่ากับ  0.63  สอดคล้องกับ  สุวคนธ์  ผ่านสำแดง  (2552  :  68)  พบว่าแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องอาหารและสารอาหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่  4  โดยการเรียนรู้แบบวัฎจักรการเรียนรู้  7  ขั้น  มีค่าเท่ากับ  0.7279   สอดคล้องกับ  งานวิจัยของ  รุจาภา  ประถมวงษ์  (2551  :  79)  พบว่าพบว่าแผนการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้  5ขั้น  และ  7  ขั้น  เรื่องสารเคมีในชีวิตประจำวัน  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  มีค่าเท่ากับ  0.5970  และ  0.6361  อดคล้องกับ  ชาคริต  เดชโยธิน(2549  :  65)  พบว่าแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามวัฏจักรการเรียนรู้  เรื่องสารเคมีในชีวิตประจำวันชั้นประถมศึกษาปีที่  6  มีค่าเท่ากับ  0.67   สอดคล้องกับ  วัลลา  แพงวงษ์  (2549  :  92)  พบว่า  แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่องอาหารและสารอาหาร  ชั้นประถมศึกษาปีที่  4  มีค่าเท่ากับ  0.7106   สอดคล้องกับ  วิไลวรรณ  แก้วอำไพ  (2551  :  97)  พบว่าแผนการเรียนรู้  โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้  7  ขั้น  เรื่องไฟฟ้าน่ารู้  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ที่พัฒนาขึ้น  มีค่าเท่ากับ  0.6285    ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้  7ขั้น  เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  มีกิจกรรมที่แปลกใหม่  น่าสนใจ  นักเรียนพอในสื่อของจริงซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน  นักเรียนพอใจในแรงเสริมที่ครูให้  กิจกรรมปฏิบัติไม่น่าเบื่อ  ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนๆตลอดและได้ออกศึกษานอกห้องเรียนเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการเรียนรู้ทำให้นักเรียนมีความสุขสนุกสนานกับการเรียนการสอนนักเรียนจึงเกิดการเรียนรู้มากขึ้น               มีความเข้าใจยิ่งขึ้นและเต็มใจที่จะเรียนรู้จึงส่งผลให้ประสิทธิผลของคะแนนหลังเรียนสูงขึ้นถึงร้อยละ  68.71
  3.  นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  แบบสืบเสาะหาความรู้  7  ขั้น  เรื่อง  สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับงานวิจัยของ  อุสา  รินลา  (2551  :  113)  พบว่า  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  2  ที่เรียนแบบสืบเสาะหาความรู้  มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ความคิดสร้างสรรค์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05  สอดคล้องกับ  รุจาภา  ประถมวงษ์  (2551  :  79)  พบว่า  นักเรียนที่เรียนด้วยวัฏจักรการเรียนรู้  5  ขั้น  และวัฏจักรการเรียนรู้  7  ขั้น  มีคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์  คะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  และคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  เรื่องสารเคมีในชีวิตประจำวัน  หลังเรียนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01  สอดคล้องกับ  วิไลวรรณ  แก้วอำไพ  (2551  :  98)  พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้  7  ขั้น  มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 
            4. นักเรียนมีความพึงพอใจการเรียนการสอนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น  เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด  (  = 4.61,S.= 0.59 ) สอดคล้องกับ สิทธิพล  ใจเย็น(2550:92) พบว่านักเรียนที่เรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของพืช ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5มีความพึงพอใจในการเรียนรู้ในระดับมากที่สุด   สอดคล้องกับ สุวคนธ์  ผ่านสำแดง (2552:67) พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น เรื่องอาหารและสารอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยรวมอยู่ในระดับมาก   สอดคล้องกับ เบญจพร  ธรรมเสนา (2552:79) พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ด้วยวิธีการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ โดยรวมอยู่ในระดับพอใจมาก ( = 2.69)  สอดคล้องกับงานวิจัยของ มิสราพ(Mizrap. 2008:198) พบว่า การพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์พื้นฐานโดยการสอนแบบปกติและการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้โดยใช้กลุ่มตัวอย่างการสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและการพัฒนาเกี่ยวกับกิจกรรมในเด็กและวัยรุ่นผลการวิจัยพบว่า                การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการสอนที่เน้นกิจกรรมที่สนุกผู้เรียนสนใจและได้รับประสบการณ์มากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ             
             จากผลการศึกษาค้นคว้าผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่นักเรียน            มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด เนื่องมาจากหลายๆประการ คือ กิจกรรมอาจไม่ยากเกินไป มีอิสระในการเรียนรู้ ได้ศึกษานอกห้องเรียน ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆด้วยตนเอง               มีแบบทดสอบหลังเรียนทุกครั้ง  มีแรงเสริมจากครูและเพื่อนๆได้แสดงออกหลาย ๆ รูปแบบ มีความสุขสนุกสนานในการทำกิจกรรม ทำให้นักเรียนชอบในการจัดกิจกรรมและเต็มใจเรียนรู้ร่วมกัน  
            5. ผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้   7 ขั้น เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 นักเรียนทำกิจกรรมได้ไม่คล่อง ไม่กล้ามองหน้าเพื่อนๆ ในกลุ่ม ไม่มีความมั่นใจในการ            ลงมือปฏิบัติ อาจเป็นเพราะนักเรียนไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเองเกี่ยวกับวิธีการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7  ขั้น ครูอธิบาย ชี้แนะแนวทางและให้นักเรียนลงมือปฏิบัติ โดยแต่ละกลุ่มให้ดูแลกัน ไม่เข้าใจในกิจกรรมให้ถามครูได้ตลอดเวลา  ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2เป็นต้นไป นักเรียนมีความมั่นใจมากขึ้น ปฏิบัติกิจกรรมแบบไม่ลังเล เพื่อนช่วยเพื่อนวางแผนการทำกิจกรรมร่วมกัน รับฟังความคิดเห็นของกัน และกันตลอดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนักเรียนมีความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเรียนแบ่งหน้าที่กันทำงาน รับผิดชอบงานที่รับมอบหมาย ปรึกษาหารือกัน กล้าแสดงออก อยากออกมานำเสนอผลงานโดยไม่ต้องบอก นักเรียนสนุกสนาน มีความสุข มีอิสระในการคิด และการตอบคำถามสอดคล้องกับ  ทิศนา แขมมณี ( 2550 : 141)  การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น เป็นการสอนที่ดี  ส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักการค้นคว้าความรู้ด้วยตนเอง รู้จักใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เน้นการทำกิจกรรมของนักเรียน นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ ด้วยตนเอง  ครูผู้สอนเป็นผู้สร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อ การเรียนรู้ และเป็นวิธีการสอนที่สามารถพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เจตคติทางวิทยาศาสตร์  ให้เกิดกับนักเรียนได้  
           สรุป การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น                เหมาะที่จะนำมาจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เพราะมีรูปแบบขั้นตอนที่ชัดเจนต่อเนื่อง นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้นำเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มทำให้เกิดแนวคิด         ต่าง ๆ มากขึ้น นักเรียนสามารถนำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันทุกขั้นตอน  ทำให้นักเรียนมีทักษะการคิดที่ดีขึ้น  จึงทำให้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้นได้  และมีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ดี  จึงสมควรนำไปจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดี

ข้อเสนอแนะ
1.ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
      1.1  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น  เป็นการสอนตามขั้นตอน ทั้ง 7 ขั้นตอนเกือบทั้งหมดนักเรียนจะเป็นผู้สืบค้นและปฏิบัติด้วยตนเอง ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนจะใช้เวลามากโดยจะใช้ครั้งละ 2 ชั่วโมง กิจกรรมจึงจะสมบูรณ์
2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้าครั้งต่อไป
    2.1  ควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนอื่นๆในเนื้อหาวิชานี้
    2.2  ควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น ในสาระอื่นของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  และระดับชั้น อื่น ๆ
    2.3 ควรศึกษาการจัดกิจการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น กับความสามารถด้านอื่น ๆเช่น การคิดวิเคราะห์  การคิดอย่างมีวิจารณญาณ  เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง
จันทร์ดา พิทักษ์สาลี, สุวิมล เขี้ยวแก้ว, และสุรชัย มีชาญ.    (2549).    ผลของการจัดการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้วยวัฎจักรการสืบเสาะหาความรู้ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิจารณญาณต่อความสามารถในการคิดวิจารณญาณและความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. Paper (Online). Available:.
          http://www.thaiedresearch.org/.  4 มีนาคม 2554.
ทัศน์มน หนูนิมิต.    (2551).    การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดวิเคราะห์
และทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4   
          ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลักประกอบแผนผังความคิดและ          
สืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นตอน.  วิทยานิพนธ์  กศ.ม.     มหาสารคาม  :
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.                            
ทิศนา แขมมณี.    (2547).    ศาสตร์การสอน  : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้
ที่มีประสิทธิภาพ.    กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬¬          .    (2550).     ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี             
             ประสิทธิภาพ.  กรุงเทพฯ  :  สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เบญจพร  ธรรมเสนา.    (2552).    ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบ
เสาะหาความรู้ เรื่อง ตัวเรา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2.   การศึกษาค้นคว้าอิสระ กศ.ม.มหาสารคาม  :  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.            
ประสาท  เนืองเฉลิม.  (2550). “การเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะ 7 ขั้น,”    
วารสารวิชาการ.    10(4)  :  25-30  ;  ตุลาคม – ธันวาคม,. 
ภพ  เลาหไพบูลย์.   (2542).    แนวการสอนวิทยาศาสตร์.   กรุงเทพฯ  : ไทยวัฒนาพานิช.
รุ่ง  แก้วแดง.    (2540).    ปฏิวัติการศึกษาไทย.   กรุงเทพฯ  :  สำนักพิมพ์มติชน.
วัลลา  แพงวงษ์.    ( 2549).    ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยกระบวนการสืบเสาะ               
หาความรู้ เรื่อง อาหารและ สารอาหารกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้น
ประถมศึกษาปีที่4.  การศึกษาค้นคว้าอิสระ  กศ.ม.   มหาสารคาม  : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
วิไลวรรณ  แก้วอำไพ.    (2551).    การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องไฟฟ้าน่ารู้ กลุ่ม
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหา
          ความรู้ 7ขั้น.  วิทยานิพนธ์  กศ.ม.    มหาสารคาม  :  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.).    (2546).    การจัดสาระ
การเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร  : 
          สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.
สิทธิพล  ใจเย็น.    (2550).    การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ            
หาความรู้ 7 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง การดำรงพันธุ์ของพืช                  
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5.  การศึกษาค้นคว้าอิสระ  กศ.ม.  มหาสารคาม  : 
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. 
สุมาลี  สีมืด.    (2543).    การพัฒนากระบวนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ด้วยชุดการฝึก
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเซนต์ดอมินิก.  ปริญญานิพนธ์  กศ.ม.          
          กรุงเทพฯ  :  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สุวคนธ์  ผ่านสำแดง.    (2552).    ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบวัฏจักร 7 ขั้น
(7E)เรื่องอาหาร และสารอาหารกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4.  การศึกษาค้นคว้าอิสระ  กศ.ม.  มหาสารคาม  :  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
อุษา  รินลา.    (2552).    การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความคิดสร้างสรรค์และ
เจตคติทาง วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนแบบสตอรีไลน์
กับแบบสืบเสาะหาความรู้.  การศึกษาค้นคว้าอิสระ  กศ.ม.  มหาสารคาม  : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.         
Bulunuz, Mizrap.(2008). “Development of Interest in Science and Interest in 
Teaching ElementaryScience : Influence of Informal, School, and Inquiry 
Methods Course Experiences,”  Dissertation Abstracts International.    68(07) : unpaged  ;  January.              

 



ดาวน์โหลดไฟล์แนบ
ผู้เขียน : สงกรานต์ ขุนนนท์
หน่วยงาน : โรงเรียนบ้านนาแพงคุรุรัฐสามัคคี
พฤหัสบดี ที่ 12 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2554
เข้าชม : 4016


นวัตกรรมและเทคโนโลยี 5 อันดับล่าสุด

      สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 18 / พ.ค. / 2554
      ชีวิตสัตว์และเทคโนโลยีชีวภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 18 / พ.ค. / 2554
      อาหารและสารเสพติด กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 12 / พ.ค. / 2554
      กระบวนการดำรงชีวิตของพืช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 12 / พ.ค. / 2554
      สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 12 / พ.ค. / 2554


    
 
หน้าหลัก ข่าวแมงมุม ภาพกิจกรรม ขุมความรู้ ปฏิทินกิจกรรม